Or's profilesupercat 's spacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
กำลังใจแด่ทุกคนที่มีความฝัน สู้เค้านะ ขอให้เรื่องของเราเป็นกำลังใจแก่คนที่มีความฝัน และตามหาฝันของตัวเองอยู่ทุกคนนะจ้ะ
ตอนนี้เราก้อเท่ากับผ่านมาได้ครึ่งทางของความฝันละ ที่ยังเหลือก้อคือผ่านการเทรนเพื่อไปทำงานได้อย่างดี ตอนนี้เรารู้สึกดีๆมากๆ ได้กำลังใจจากคนรอบข้างที่รักเราเยอะมากๆ ทั้งพี่น้องเพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนที่รู้จักกันไม่นาน แต่มีไมตรีจิตอันดีต่อกันและแสดงความยินดีต่อกันอย่างจริงใจ
โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ดูจะมีความสุขกับกับลูกสาวมาก
สิ่งที่อยากบอกคือ การที่เราจะฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องผ่านสิ่งต่างๆมามากมาย ทั้งคำปรามาสหรือดูถูกจากคนอื่น อย่างตัวเราเองระหว่างที่ทำงานไปเรียนภาษาไป เคยถูกคนใกล้ชิดว่า กลัวว่าเราจะไม่มีที่ไป ไม่มีใครรับไปทำงานด้วย จึงพยายามที่จะเสียสละงานที่เค้าคิดว่าเค้าไม่สนใจให้เรา เราเคยเสียใจที่รู้สึกว่าเค้าเห็นเราไม่มีความสามารถ แต่เราก้อเงียบ ไม่ได้นำคำนี้ไปพูดให้คนอื่นรอบข้างรู้ว่าเราได้รับคำพูดอย่างไรมา เพราะคิดว่ามันไม่ได้จะเกิดผลดีแก่ใครเลย ถึงแม้จะเสียความรู้สึกมากๆ นอกจากนี้จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง จากนั้นเราก้อไม่ท้อ ยังคงมุ่งมั่นกับจุดมุ่งหมายของตนเองอยู่ และสอบโทอิคใหม่มีคะแนนเกิน 600 คะแนน จากนั้นคือตั้งเป้าไว้ว่าจะสอบแอร์ไม่เกินสิ้นปีนี้ และตอนนี้เราก้อทำสำเร็จ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ
คนที่ต้องขอบคุณมากที่สุด คือซอล คนที่รับฟังอยู่คนเดียว เวลาที่เราได้รับคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจจากคนอื่น และคอยบอกเรา กระตุ้นเตือน และให้กำลังใจเสมอว่า ให้เราเอาคำนั้นมาเป็นพลังใจ เพื่อที่จะทำได้ดี ดูแลแม้กระทั่งเสื้อผ้า ผม ว่าเรียบร้อยหรือยัง ขอบคุณมากๆจริงๆนะ ตอนนี้เรามาได้ครึ่งทางของความฝันแล้ว ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับงานนี้ก้อตาม แต่เราเองคิดว่าจะไปสัมผัสโลกกว้าง และความคิดเห็นใหม่ๆสักปีสองปีตามที่ฝันไว้แต่เด็ก จากนั้นก้ออาจจะกลับมาทำงานอย่างอื่นต่อ^___^สู้เค้า ทาเคชิ passed medical checkตอนนี้ผลออกแล้ว ผ่านไปได้ด้วยดี โล่งใจมากๆ แต่ก้อมีเพื่อนตกรอบนี้ไปกันพอสมควร เฮ้ออ สู้ต่อไปทาเคชิ นะเพื่อนๆ
ตอนนี้เราต้องรอไปตรวจประวัติอาชญากรรมที่สนง.ตำรวจแห่งชาติ หลังวันที่ 6 ธ.ค. ขั้นตอนนี้ก้อสำคัญนะ พี่ที่แจลบอกว่าใครไม่ไปตรวจบริษัทจะตัดทิ้งเลย เพราะถือว่าให้เวลาไปจนถึง 31 ม.ค.โน่นแน่ะ เราคงไปหลังปีใหม่แหละ จากกนี้ก้อทำpassportซะ อายุน้อยกว่า 10 เดือนบริษัทไม่รับนะจ้ะ
เตรียมเอกสารต่างๆให้เรียบร้อย รอพี่เค้าโทรมาเรียกเทรน
ที่แน่ๆต้องไปหาที่เรียนภาษาญี่ปุ่นแบบด่วนจี๋ เพราะอาจารย์ที่จะเทรนเค้ามาบอกเองในวันที่ไปรายงานตัวเลยว่า
เธอต้องเรียนมินนะโนะ นิฮงโกะกันวันละ 2 บท ภายใน 14 วัน และTextbookต่างๆก้อเป็นภาษาญี่ปุ่นนะ ขอความร่วมมือให้ไปเรียนมาด้วย
ตายแน่ๆ ลองคัดเองแล้วยากเหมือนกัน ตอนนี้อยู่ระหว่างเลือกว่าจะเรียนที่ไหนดีอยุ่ ต้องรีบๆกลัวพี่เค้าเรียกไว
แต่ที่แป่วๆคือ พี่เค้าบอกว่าหลังจากเทรนที่สีลม สองเดือน ต้องไปเทรนsafetyที่โตเกียว 2 อาทิตย์ บริษัทจะไม่สำรองเงินให้เหมือนรุ่น 97แล้ว ตอนนี้ก้อเลยไปอ้อนพ่อขอเงินอยู่ เส้นทางของเราวันจันทร์นี้แล้วสิ ผลตรวจร่างกายแจลเวย์ของเราจะประกาศแล้ว แอบตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย จากที่รอมาเป็นเดือน รวมจากที่ส่งเมล์ไปสมัคร
รอเรียกสัมภาษน์ รอบ 1 รอบ 2 ก้อร่วม 2 เดือนแล้ว
ถึงตอนนี้ใครๆจะบอกว่าไม่มีปัญหาแล้ว แต่ก็ยังกังวลใจอยู่ดี ยังจำความรู้สึกตอนที่เปิดหน้าจอดูว่าผ่านสัมภาษน์มั้ยได้อยู่เลย โดยเฉพาะตอนรอบ 2 นี่ ลุ้นๆ ถึงจะใช้เวลาระหว่างรอผลออกโดยการกลับบ้านทำบุญ ทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆก็กังวลนะ จำได้ว่าตอนเปิดหน้าจอดูเนี่ย ดูแบบแอบๆ ไม่กล้าอ่านประโยคต้นๆ แต่กวาดตาดูรวมๆ พอเห็นว่ามีตารางเรียกรอบต่อไป ดีใจสุดๆอ่ะ ถึงค่อยกลับไปอ่านประโยคข้างบน แล้วก้อจัดแจงพริ้นไว้เป็นหลักฐานซะ
ถึงตอนนี้ก็เหลืออีกไม่ถึงอาทิตย์ละจะประกาศผลตรวจร่างกาย ที่แจลตรวจได้ละเอียดมากๆ ละเอียดจนมันเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้เพื่อนๆหลายคนไม่สามารถผ่านไปบินได้ แต่หลังจากเห็นความดีใจของพ่อแม่ คนรอบข้างี่มีต่อเราแล้ว ทำให้เราต้องมาภาวนา บนบานศาลกล่าวเพื่อให้ผ่านไปให้ได้ เห็นคนรอบข้างดีใจเท่าไหร่ เราเองก็ดีใจมากๆด้วยเหมือนกัน เราก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆว่า เราจะไปถึงจุดนั้นได้ I'd like to be with you JALways. นิยาม...ให้จดให้จำ...ความรักนิยาม...ให้จดให้จำ...ความรัก วิธีหาคู่แท้วิธีการหาคู่แท้
กาลครั้งหนึ่งนานมาเเล้ว...
มีครูกับลูกศิษย์นั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งไกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ ทันใดนั้น ลูกศิษย์ก็ถามขึ้นมาว่า
ลูกศิษย์: อาจารย์คับ..ผมสงสัยจังเลยว่า....เราจะหาคู่แท้ของเราเจอได้ยังงัย อาจารย์ตอบผมหน่อยได้ไหมคับ?
อาจารย์: อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นคำถามที่ง่ายเหมือนกันนะ
ลูกศิษย์:....อืม? งงงะไม่เข้าใจ
อาจารย์: โอเค..งั้นเธอลองเดินไปทางนั้นนะ ตรงนั้นอะ มีต้นหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม เธอลองเดิน ไปหาต้นหญ้าที่สวยที่สุดมา แล้วเด็ดมาให้ครูดูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ..แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลังเข้าใจไหม?
ลูกศิษย์: ได้เลยคับจาน รอสักครู่นะครับ(ว่าเเล้ว ก็วิ่งตรงไปยังสนามหญ้า)
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกศิษย์: ผมกลับมาเเล้วครับจาน
อาจารย์: อืม..แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยล่ะ ลูกศิษย์: อ๋อ.. คืองี้คับจาน ตอนที่ผมเดินไปเเล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆเนี่ย ผมก็คิดว่า เออ เดี๋ยวก็คงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้น ผมก็เลยไม่เด็ดมัน เเล้วผมก็เดินไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามเเล้วครับ จะเดินกลับมาก็ไม่ได้ เพราะจานสั่งห้ามไว้
อาจารย์: นั้นแหละ...คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงามคือคนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั้นแหละ ทุ่งหญ้า ก็คือ เวลา.. เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ ดังนั้น อย่ามัวแต่เปรียบเทียบเเล้วคิดว่า คงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณมัวแต่เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า" เ ว ล า ไ ม่ เ ค ย ย้ อ น ก ลั บ "
กลับดึก
Subject: Fwd: กลับดึก >>Date: Sun, 09 Jul 2006 06:09:54 -0800 >> >> >>กลับดึก >> >> >> >> >>วันแรกที่เข้าเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย >> >>ผมพบเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่งเมื่อรุ่นพี่บางคนบอกว่า >> >>"การอดนอนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนในคณะนี้" >> >>วันสุดท้ายในคณะนี้ ผมพบว่าตั้งแต่เรียนมาห้าปี ไม่เคยต้องอดนอนเลย >> >>ยกเว้นเมื่อต้องทำงานกลุ่ม >> >>ทั้งนี้มิใช่เพราะผมทำงานเร็วกว่าคนอื่น >>แต่เพราะผมไม่เชื่อในทัศนคตินั้น >> >>จึงพยายามพิสูจน์ว่ามันไม่จริง และพบว่า >>การวางแผนที่ดีแก้ปัญหาได้ทั้งหมด >> >>แม้แต่การสร้างสรรค์งานศิลปะ >> >>ที่น่าขันก็คือ น้อยคนที่อดนอนได้คะแนนดี >> >> >> >> >> >>ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานร่วมสามสิบปี >>ห้าปีในนั้นผมทำงานในต่างประเทศ >> >>เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมพบเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง >> >>นั่นคือหลายคนมองการก้าวเท้าออกจากสำนักงานตรงเวลาเป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลก >> >>(มิพักเอ่ยถึงการออกก่อนเวลาเมื่องานเสร็จแล้ว) >> >> >> >> >> >>ผมรู้ความจริงภายหลังว่า คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนักงานตรงเวลา >> >>เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่า >> >>ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก ยิ่งเป็นพนักงานตัวอย่าง >>เสียสละเพื่อองค์กร >> >>น่ายกย่องชมเชย >> >>บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้ายปี >> >>เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็นตาใครคนนั้นหลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ >> >> >> >> >> >>หากไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์ >>"กลับดึก" >> >>ด้วย >> >>แต่หลายปีในชีวิตการทำงานในประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุด >> >>ทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีในชีวิต >> >>ผมกลับมองว่าคนที่อยู่ดึกเป็นประจำคือพวกไร้ประสิทธิภาพ >> >>ไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา >> >>จึงต้องอยู่ดึก >>ยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงานโดยไม่มีการวางแผน >> >>ไม่มองภาพรวม >> >> >> >> >> >>ลองคิดดู >>การอยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น >> >>เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่าทะนุบำรุงสูงขึ้น >> >>ผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น >> >>ยิ่งอยู่ดึก ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไปยิ่งตกต่ำลง >> >> >> >> >> >>มือกระบี่ชั้นหนึ่งในแผ่นดินมองท่วงทีของศัตรูอย่างระวัง >> >>ตวัดกระบี่ในมือเพียงฉับเดียวก็เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม >> >>มือกระบี่ชั้นรองต้องประกระบี่ดังโคร้งเคร้งนานนับชั่วโมง >> >>ราวกับอยากบอกโลกว่า >> >>ข้าก็ใช้กระบี่นะโว้ย >> >>โลกรับรู้ แต่คมกระบี่ก็บิ่น ต้องเสียเวลาลับกระบี่อีกหลายวัน >> >> >> >> >> >>งานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรงเวลาด้วย >>งานดีไม่มีทางเกิดขึ้นตามยถากรรม >> >>หรืออารมณ์ขึ้นลง >> >>ไปจนถึงความหนาแน่นรัดกุมของกฎเกณฑ์ "ตอกบัตร" >> >>ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้นหนึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผลงานเสมอไป >> >>บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน >> >>หลายครั้งงานที่ให้เวลาน้อย กลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลามาก >> >>คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง >> >>ทำงานเสร็จแล้วก็เลิก ไม่ต้องรอเทวดาบนสวรรค์วิมานมารับรู้ >> >>เพราะถึงเวลานั้นเทวดาก็กลับบ้านไปแล้ว >> >> >> >> >> >>วินทร์ เลียววาริณ เด็กหญิงความรักกับนายรองเท้าเด็กหญิงความรัก” > >กับ > > >>“นายรองเท้า” > > >> >> > > >> >> >>>“เด็กหญิงความรัก” กับ “นายรองเท้า” > > >> >> >>> > > >> >> >>>ท่ามกลางเมืองที่แสนจะกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย > > >> >>มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง > > >> >> >>>ชื่อ “เด็กหญิงความรัก” > > >> >> >>>ทุกวันๆเด็กหญิงความรักจะเดินทางไปในที่ต่างๆตามลำพัง > > >> >> >>>ด้วยสองเท้าที่เปลือยเปล่า > > >> >> >>>โดยไม่สนใจว่าพื้นที่เธอเหยียบย่ำจะสกปรก หรือสะอาด จะร้อนระอุ > > >> >>หรือชื้นแฉะ > > >> >> >>>หรืออาจจะเต็มไปด้วยกิ่งไม้ > > >> >> >>>หรือเศษแก้วต่างๆที่อาจจะทิ่มแทงเท้าอันบอบบางของเธอ > > >> >> >>> > > >> >> > > >>>เด็กหญิงความรักยังคงมีความสุขกับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า > > >> >> >>>เธอยังคงเดิน เดิน และเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างเดียวดาย………. > > >> >> >>> > > >> >> > > >> >>>แต่แล้ววันหนึ่งระหว่างการเดินทางตามปกติของเด็กหญิงความรัก > > >> >> > > >> >>>เธอเริ่มรู้สึกเจ็บปวดบริเวณเท้าทั้งสองข้างจนไม่อยากเดินทางต่อไป > > >> >> >>>ความรู้สึกเหงาและว้าเหว่ก็เข้ามาหาหาเธอในทันที > > >> >> >>> > > >> >> >>>ทันใดนั้นเองเด็กหญิงความรักได้พบกับ “นายรองเท้า” > > >> >> >>>ซึ่งเป็นเพียงรองเท้าเก่าๆคู่หนึ่งที่ไม่ได้สะดุดตาอะไร > > >> >> >>> > > >> >> >>>นายรองเท้าทักทายเด็กหญิงความรักอย่างเป็นมิตร > > >> >> >>>“เท้าเธอคงจะเจ็บมาก ถ้าเธอไม่รังเกียจ > > >> > > >>ให้ฉันเดินทางไปพร้อมๆกับเธอได้มั้ย > > >> >> >>>ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง” > > >> >> >>> > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักได้ยินเพียงแค่นั้น ความรู้สึกอ้างว้าง > > >> >> >>>เดียวดายที่เคยมีก็มลายหายไปในทันที > > >> >> >>>เธอจึงตัดสินใจที่จะเดินทางต่อไปในทุกๆที่พร้อมๆกับ > > >>“นายรองเท้า” > > >> >> >>> > > >> >> > > >> >>>แต่ต่อมาไม่นานเด็กหญิงความรักก็ได้พบกับรองเท้าคู่ใหม่โดยบังเอิญ > > >> >> >>>รองเท้าคู่นี้แตกต่างจากนายรองเท้ามากมายนัก > > >> >> >>>เพราะเขาทั้งใหม่ ทั้งสะอาด > > >> >> >>>และสะดุดตาทุกคนที่พบเห็นด้วยสีสันและดีไซน์ที่นำสมัย > > >> >> >>>อีกทั้งยังเป็นรองเท้าแบรนด์เนมที่มีราคาแพงอีกด้วย > > >> >> >>> > > >> >> > > >>>เด็กหญิงความรักจึงตัดสินใจที่จะทิ้ง “นายรองเท้า” > > >> >> >>>แม้ว่าเขาจะสวมใส่สบาย > > >> >>และพร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเธอในทุกๆที่ก็ตาม > > >> >> >>> > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักได้ตัดสินใจสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ (ที่สุดแสนจะ > > >> >>perfect) > > >> >> >>>ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่พอดีกับเท้าของเธอ > > >> >> >>>เพียงเพื่อต้องการให้ตนเองดูดีขึ้นในสายตาของผู้อื่น > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักถึงกับยอมให้รองท้ากัด > > >> > > >> >>จนเท้าของเธอเจ็บปวดทรมานมาก > > >> >> >>>แต่เธอก็ยังอดทน และพยายามที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไป > > >> >> >>>ทั้งที่ในใจเธอนั้นไม่มีความสุขเลย > > >> >> >>> > > >> >> >>>เพียงไม่กี่วัน เด็กหญิงความรักก็รู้ดีว่า... > > >> > > >> >>>เธอกับรองเท้าคู่ใหม่นั้นเข้ากันไม่ได้เลย > > >> >> >>>เพราะหลายครั้งที่เขาทำให้เธอเสียใจ > > >> >> >>>เขาไม่พร้อมที่จะเดินทางไปกับเธอในทุกๆที่ > > >> >> >>>เขากลัวการลำบาก เขากลัวถูกแปดเปื้อนจากดิน จากโคลนที่สกปรก > > >> >> >>> > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักกลับมานั่งทบทวนดูเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา > > >> >> >>>เธอจึงพบว่าระหว่างเธอกับรองเท้าคู่ใหม่นั้นยังขาด > > >>“ความเข้าใจ” > > >> >> > > >> >>>ทำให้ตลอดระยะเวลาการเดินทางทั้งคู่ต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคอยู่เสมอ > > >> >> >>> > > >> >> > > >> > > >>>ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาใครๆต่างพากันอิจฉาเด็กหญิงความรักที่เธอได้ครอบครองรองเท้าคู > > >> >> >>>ใหม่ผู้เพียบพร้อม > > >> >> > > >>>แต่เธอก็เลือกที่จะถอดรองเท้าคู่นั้นออก > > >> >>และกลับมาเดินเท้าเปล่าดังเดิม > > >> >> >>>มันอาจจะเจ็บเท้าบ้างในบางครั้ง แต่เธอก็สบายใจ > > >> >> >>>เพราะเธอสามารถเดินทางไปได้ในทุกๆที่ที่เธอต้องการ > > >> >> >>> > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักเดินทางตามลำพังมาเป็นเวลานานพอสมควร > > >> >> >>>เธอเริ่มรู้สึกกลัว รู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว > > >> >> >>>เธออยากจะมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจเธอ > > >> >>และพร้อมที่จะเดินทางไปกับเธอในทุกๆที่ > > >> >> >>> > > >> >> >>>ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยตะโกนถามเธอว่า...... > > >> >> >>>“อยากจะมีเพื่อนร่วมทางสักคนมั้ยครับ” > > >> >> >>>ใช่แล้ว! มันเป็นเสียงของเขา............. > > >>“นายรองเท้า” > > >> >> > > >>> > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักดีใจมากจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ > > >> >> >>>เพราะเธอคิดว่าเธอคงไม่มีโอกาสเจอเขาอีกเลย > > >> >>หลังจากที่เธอตัดสินใจทิ้งเขาไป > > >> >> >>>นายรองเท้ายังคงพูดประโยคเดิมๆกับเธออีกครั้งว่า ….. > > >> >> >>>“ถ้าเธอไม่รังเกียจ ให้ฉันเดินทางไปพร้อมๆกับเธอได้มั้ย > > >> >> >>>ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง” > > >> >> >>> > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักยิ้มและตอบกลับไปว่า > > >> >> >>>“ขอบคุณนะ...ฉันสัญญาว่าเราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป” > > >> >> >>>“เธอไม่จำเป็นต้องสัญญาหรอก เพราะถ้าเมื่อใดที่เธอรู้สึกเบื่อ > > >> >> >>>และอยากเป็นอิสระจากฉัน > > >> >> >>>ฉันก็พร้อมที่จะให้เธอไป” นายรองเท้าตอบกลับมาอย่างอ่อนโยน > > >> > > >> >>>เด็กหญิงความรักรู้ในทันทีว่านี่แหละ คือ “ความเข้าใจ” > > >> >> > > >> >>>ที่เธอรอคอยมานานแสนนาน > > >> >> >>>แต่วันนี้เธอเจอแล้ว และเธอจะเก็บดูแลรักษามันไว้อย่างดี > > >> >> >>> > > >> >> >>> > > >> >> >>>ถึงแม้ว่านายรองเท้าจะเป็นเพียงแค่รองเท้าธรรมดาๆคู่หนึ่ง > > >> >> >>>ไม่ได้น่าชื่นชมในสายตาของคนอื่นๆ > > >> >> >>>แต่สำหรับเด็กหญิงความรักแล้ว เขาสำคัญต่อเธอมาก > > >> >> >>>เขาเข้าใจและห่วงใยเธอ > > >> >> > > >> > > >>>ส่วนเธอก็รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา...แค่นี้มันก็มากเพียงพอแล้วสำหรับเธอ > > >> >> >>>ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา > > >> >> >>>เด็กหญิงความรักและนายรองเท้าก็อยู่เคียงข้างกันตลอดไป > > >> >> > > >> > > >>>ในบางครั้งเราอาจจะเห็นเด็กหญิงความรักไม่ได้ใส่รองเท้า...แต่อย่าเพิ่งตกใจ!!! > > >> >> >>>ลองมองดูในมือเธอสิ! นายรองเท้าอาจจะอยู่ในมือของเธอก็ได้ > > >> >> > > >> >>>เขาอาจจะต้องการให้เท้าของเธอได้เป็นอิสระจากการผูกมัดบ้าง > > >> >> >>>หรือเธออาจจะซักนายรองเท้า > > >>แล้วแห้งไม่ทันก็ได้.....อย่าคิดมาก!!! > > >> >> >>> > > >> >> >>>++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ > > >> >> >>> > > >> >> >>>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..... > > >> >> >>>1. คนที่ดีอาจไม่ใช่ และคนที่ใช่อาจไม่ดี > > >> >> >>>2. คนที่ใช่สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ใช่สำหรับเรา > > >> >> >>>ส่วนคนที่ใช่สำหรับเราอาจจะไม่ใช่สำหรับคนอื่น > > >> >> >>>3. รักแท้มักจะมาถูกที่ > >ถูกเวลาเสมอ > > >> >> >>>4. ความรักไม่ใช่การผูกมัด เพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง > > >> >> >>>5. สิ่งที่ความรักต้องการมากที่สุด คือ ความเข้าใจ ชอบจังเลย เมื่อฉันกระโดดตึก
ความรู้สึก ระยะห่าง ระหว่างคนความรู้สึก ระยะห่าง ระหว่างคน
วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป แต่กลับบางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จักคนคุ้นเคย หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่… บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย… จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน .... ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ … และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ... แต่ในทางกลับกัน... ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น ....กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ... กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ...
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่ แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ... ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก... ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้ และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน... เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1
ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ ... และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน .... เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ… กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ . ....... เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป... แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่ ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด.... เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ... ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม… กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน... ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลาน… เจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า ขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน... เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า .... แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา ... ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน ไม่เคยรับรู้ว่า ... ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ ... ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ … การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน… บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต.... ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม.... ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเวลา ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย… ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหาริย์... เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา... ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า … ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไป เพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี...เสียอีก... แล้วคุณ ๆ เล่า … เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม... เคยรู้สึกไหมว่า…บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึกเป็นกลับเป็นตัวแปรผกผันกัน เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ๆ หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.... เคยคิดกันบ้างไหมว่า … ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับเท่าเดิม คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน... เรารักในหลวงsupercat_thammasat>>>>>> > >>>>>> > เรื่องเล่าจากในวัง....แล้วคุณจะรัก"ในหลวง" >>>>>> > >>>>>> > ================================== >>>>>> > >>>>>>ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเรื่องจริง >>>>>> > เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก >>>>>> > เมื่อพระเทพทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ >>>>>> > และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสด >>>>>> > และถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด >>>>>> > แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา >>>>>> > ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า >>>>>> > ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ" >>>>>> > แม่ค้าตอบว่า"ที่สวรรคตแล้วกิโลละ40 บาท >>>>>> > และที่เสด็จไปเสด็จมากิโลละ80 บาทจ๊ะ" >>>>>> > เหตุการณ์นี้ >>>>>>ทำให้ข้าราชบริพาลที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน >>>>>> > >>>>>>---------------------------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > >>>>>> >อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสานเมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง >>>>>> > >>>>>> >ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่วและ >>>>>> > ใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน >>>>>> > >>>>>>เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ >>>>>> > จึงมีคำกราบทูลว่า"ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า >>>>>> > >>>>>>บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวนพระพุทธเจ้าข้า.." >>>>>> > >>>>>>มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน >>>>>> > ก็ทรงตรัสถามว่าเป็นนกอะไรและมีกี่ตัว.. >>>>>> > พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า >>>>>> > มีทั้งหมดสามตัวพระมเหสีมันบินหนีไป >>>>>> > ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว >>>>>> > ตัวหนึ่งที่ยังเล็กตรัสอ้อแอ้อยู่เลย >>>>>> > และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว" >>>>>> > เรื่องนี้ดร.สุเมธ >>>>>> > >>>>>>เล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > เมื่อครั้งท่านพระชนม์มายุ72 พรรษา >>>>>> > มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น >>>>>> > >>>>>> >เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำพระบรมฉายาลักษณ์ >>>>>> > ของท่านมาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ >>>>>> > ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า >>>>>> > ไปบอกเค้านะเราไม่ใช่มิกกี้เมาส์" >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง >>>>>> > ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน >>>>>> > >>>>>>และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้า >>>>>> > ทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน >>>>>> > >>>>>> >ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนมีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงาน >>>>>> > ว่า"ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม >>>>>> > >>>>>>ข้าพระพุทธเจ้าพลตรีภูมิพลอดุลยเดชขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต >>>>>> > กราบบังคมทูลรายงานฯลฯ" >>>>>> > เมื่อสิ้นคำกราบบังคมทูลชื่อในหลวงทรงแย้มพระสรวล >>>>>> > อย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า"เออดี >>>>>>เราชื่อเดียวกัน..." >>>>>> > >>>>>> >ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย >>>>>> > เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้ >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > >>>>>> >มีอยู่ครั้งหนึ่งทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง >>>>>> > ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุยทรงโปรดสูบมวนพระโอสถ >>>>>> > แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้ >>>>>> > ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า >>>>>> > ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า" >>>>>> > ในหลวงทรงชะงักก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ >>>>>>กับอธิการบดีว่า >>>>>> > เรายังไม่ตายถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก" >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า >>>>>> > >>>>>>ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร >>>>>> > >>>>>>มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว >>>>>> > แต่ราษฎรผู้หนึ่งกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า >>>>>> > ขอเดชะขอพระหนึ่งองค์" >>>>>> > ในหลวงทรงตรัสว่า"ขอเดชะพระหมดแล้ว" >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > >>>>>> >วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด >>>>>> > ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย >>>>>> > พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท >>>>>> > >>>>>>ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท >>>>>> > แล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง >>>>>> > แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง >>>>>> > แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้นยายอย่างนี้ >>>>>> > อีกตั้งมากมายแต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ >>>>>>มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร >>>>>> > แต่พวกข้าราชบริภารก็มองหน้ากันใหญ่ >>>>>> > กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัยหรือไม่ >>>>>> > >>>>>>แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิงชราคนนั้น >>>>>> > >>>>>>ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะพระองค์ทรงตรัสว่า >>>>>> > เรียกว่ายายได้อย่างไรอายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ >>>>>> > ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก" >>>>>> > >>>>>>-------------------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > ครั้งหนึ่งหลายๆปีมาแล้ว >>>>>> > >>>>>>พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน >>>>>> > มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯเพื่อถวายการรักษา >>>>>> > >>>>>> >คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์ >>>>>> > ก็กราบบังคมทูลว่า"เอ้อ- ทรง... >>>>>> > อ้า-ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ" >>>>>> > พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวลตรัสว่า >>>>>> > ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้ยังไง" >>>>>> > >>>>>> >แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ >>>>>> > ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่าเอ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ >>>>>> > >>>>>>เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณ7 โมงเช้า >>>>>> > นางสนองพระโอษฐ์ของฟ้าหญิงองค์เล็ก >>>>>> > ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย >>>>>> > >>>>>>ขอพูดสายกับฟ้าหญิงทางนางสนองพระโอษฐ์ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย >>>>>> > ก้อมีเสียงตอบกลับมาว่าคนที่แบงค์นางสนองพระโอฐก้องง.งง >>>>>> > ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า >>>>>>แบงค์ก้อยังไม่เปิดนี่หว่า >>>>>> > แต่พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า >>>>>>คนที่แบงค์น่ะ >>>>>> > ก็ที่แบงค์จริงๆนะไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์ >>>>>> > แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ... ขนลุกเลย >>>>>> > --------------------------------------- >>>>>> > >>>>>> > เรื่องนี้รุ่นพี่ที่จุฬาฯเล่าให้ฟังว่า >>>>>> > มีอยู่ปีนึงที่ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร >>>>>> > >>>>>>อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข้องบางประการ >>>>>> > ทำให้อ่านขาดตอนก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว >>>>>> > ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้ >>>>>> > ท่านเลยตรัสกับอธิการไปว่า"เมื่อกี้นี้(ชื่อ....) >>>>>> > เค้ารับไปแล้ว" >>>>>>และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ >>>>>> > ไฟดับไปชั่วขณะ >>>>>> > ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป >>>>>> > พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว >>>>>> > ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท >>>>>> > >>>>>>ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทานอีกครั้ง >>>>>> > เพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก >>>>>> > ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม >>>>>> > >>>>>> > love- Friendship is love minus sex and plus reason. Love is friendship plus sex and minus reason. มิตรภาพคือ ความรัก ลบด้วย เซ็กซ์ และบวกเอาเหตุผลเพิ่มเข้าไป ส่วนรักคือ มิตรภาพบวกด้วยเซ็กซ์ และลบเอาเหตุผลออก - To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything!! การได้รักเป็นเรื่องขี้ผง การถูกรักเป็น "บางอย่าง" ทีเดียว ส่วนการได้รักและการถูกรักเป็นทุกอย่าง (ว้าว) - Friendship often ends in love, but love in friendship- never. มิตรภาพมักจะจบลงด้วยความรัก แต่ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ - Don't marry a person you can live with, marry somebody you can't live without. จงอย่าแต่งงานกับคนที่คุณ "อยู่ด้วยได้" จงแต่งงานกับคนที่คุณ "ขาดไม่ได้" - Don't rely on the past to create the future, rely on the future to erase the past. อย่าวางใจใช้อดีตเป็นตัวสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตทิ้งไป - Love will die if held too tightly; love will fly if held too lightly. รักจะเฉาตายถ้ายึดไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้ายึดไว้หย่อนเกินไป - If you love someone tell them, don't wait or else you will lose the chance. ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ - It only takes a second to say "I love you", but it will take a lifetime to show you how much. ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า "ชั้นรักเธอ" แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร - Love, is like water, we take it for granted. Thus, when it is gone, it becomes crucial. ความรักก็เหมือนน้ำ เรามักจะเห็นมันเป็นของตาย ต่อเมื่อ มันหมดไปแล้ว นั่นละ ... มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น - A man falls in love through his eyes, a woman through her ears. ผู้ชายตกหลุมรักทางตา แต่ผู้หญิงน่ะ ตกหลุมรักทางหู - The way to love anything is to realize that it might be lost. หนทางที่จะรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ การตระหนักสิ่งนั้น ๆ อาจจะสูญหายได้ - When loving someone...never regret what you do...only regret what you didn't do. เวลารักใคร ... อย่าเสียใจในสิ่งที่คุณได้กระทำ จงเสียใจในสิ่งที่คุณไม่ได้กระทำ - Gravity cannot be held responsible for people falling in love. เวลาคนตกหลุมรักน่ะ ... โทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้ จริงมั้ยล่ะ (ต้องโทษคนขุดหลุม) |
|
|